สมุนไพรที่ควรมีติดบ้าน วิธีปลูกสมุนไพรในกระถาง ปลูกแบบไหนให้ผลดีไม่มีวันตาย

สมุนไพรที่ควรมีติดบ้าน วิธีปลูกสมุนไพรในกระถาง ปลูกแบบไหนให้ผลดีไม่มีวันตายสมุนไพรที่ควรมีติดบ้าน วิธีปลูกสมุนไพรในกระถาง ปลูกแบบไหนให้ผลดีไม่มีวันตาย

สมุนไพรที่ควรมีติดบ้าน สมุนไพรชนิดไหนที่ควรปลูกไว้ในบ้าน สมุนไพรในครัวเรือน วิธีปลูกสมุนไพรในกระถาง ควรปลูกอย่างไร มีวิธีการดูแลรักษาอย่างไรบ้าง

สมุนไพรที่ควรมีติดบ้าน

สมุนไพรที่ควรมีติดบ้าน สมุนไพรแบบไหนที่คุณแม่บ้านควรปลูกแม้พื้นที่เล็กๆ ก็สามารถปลูกได้ แถมปลูกง่ายๆ ได้ในกระถาง สำหรับคนที่อยากปลูกแต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มปลูกอย่างไร เรามีคำแนะนำดีๆ พร้อมวิธีการปลูกสมุนไพรในกระถางมาฝากกันค่ะ จะมีสมุนไพรชนิดอะไรบ้างมาดูกันเลย

1.ตะไคร้

ตะไคร้เป็นพืชที่สามารถปลูกได้ง่าย เป็นพืชที่ให้กลิ่นหอม เจริญเติบโตได้ง่าย และมักอยู่ในเครื่องปรุงสำคัญที่ใช้ในการประกอบอาหารประเภทเครื่องแกงต่างๆ และต้มยำ ทั้งยังมีสรรพคุณที่ช่วยไล่ยุงได้ดี อีกทั้งยังช่วยแก้ไอ บรรเทาอาการเป็นไข้หวัด แก้อาการปวดท้อง ขับเหงื่อ ขับลมได้ดี ช่วยลดความดันโลหิตสูง ลดปริมาณคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด และแก้ประจำเดือนมาไม่ปกติได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

วิธีการปลูกตะไคร้

  1. เลือกตะไคร้ที่มีกาบใบหุ้มข้ออยู่ 4-5 ใบ แล้วจัดปลายใบออก
  2. เตรียมดินโดยใส่ปุ๋ยคอกผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน โดยควรเลือกกระถางที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางไม่น้อยกว่า 12 นิ้ว
  3. ขุดหลุดให้ลึกขนาด กว้าง x ยาว x ลึก : 15 x 15 x 15 ซม.
  4. นำตะไคร้ปลูกในหลุม 3 ต้นต่อหลุม หรือต่อกระถาง
  5. รดน้ำให้สม่ำเสมอ
  6. ใส่ปุ๋ยบำรุงสูตร 16-16-8 หรือ 16-20-0 หรือ 15-15-15

2.กะเพรา

หากพูกถึงกะเพราะคนส่วนใหญ่มักจะนำไปทำอาหารในเมนูกระเพราต่างๆ เพราะเป็นอาหารที่กินง่าย รสชาติดี ทั้งยังมีคุณประโยชน์มากมาย โดยในใบกะเพรานั้นมีส่วนช่วยในเรื่องของการแก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับลม ทั้งยังมีแคลเซียม เบต้า-แคโรทีนและวิตามินซี ที่ช่วยในเรื่องของการต้านมะเร็งและสารต้านอนุมูลอิสระอีกด้วย

วิธีการปลูกกะเพรา

  1. เตรียมดินสำหรับปลูก หากปลูกกระถางให้เตรียมดินผสมมูลสัตว์ หรือแกลบ หรือขี้เถ้า ในอัตราส่วน 2:1 หรือ 3:1
  2. หว่านเมล็ดกะเพราะลงไปในกระถาง จากนั้นหาฟางมากลบ
  3. นำปุ๋ยคอกมาโรยแล้วรดน้ำตาม ทำทุกวันจนกว่าต้นกล้าจะงอก
  4. เมื่อต้นกล้าโตขึ้นมาได้ประมาณ 1 เดือน ให้แยกปลูกที่อื่น โดยมีระยะห่างกัน 20-30 ซม.
  5. รดน้ำให้สม่ำเสมอ
  6. ใส่ปุ๋ยบำรุงสูตร 15-15-15
สมุนไพรที่ควรมีติดบ้าน

สมุนไพรที่ควรมีติดบ้าน

3.ตำลึง

ตึงลึงเป็นพืชสมุนไพรที่อุดมไปด้วยสารอาหารมากมาย ทั้งแคลเซียม และฟอสฟอรัส ที่มีส่วนช่วยในเรื่องของบำรุงกระดูกและฟัน มีสารเบต้าแคโรทีน ที่ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง และหัวใจขาดเลือด รวมถึงยังเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณทางด้านขับพิษร้อน แก้ไข้ แก้อาการแพ้ แก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อ แก้แผลอักเสบ และลดน้ำตาลในเลือดได้ดี ซึ่งวิธีเก็บตำลึงควรเก็บช่วงหัวค่ำเพราะยอดตำลึงจะได้ไม่ดำ

วิธีการปลูกตำลึง

  1. เตรียมดินสำหรับปลูก โดยอาจผสมปุ๋ยชีวภาพหรือปุ๋ยคอก
  2. นำเมล็ดตำลึงโรยบนดิน แล้วนำดินกลบ หรือใช้ใบไม้ หรือแกลบกลบบางๆ
  3. รดน้ำให้ชุ่มแต่ระวังอย่าแฉะจนเกินไป
  4. เมื่อลำต้นเริ่มสูงขึ้นประมาณ 5 ซม. ให้หาไม้มาค้ำปักเป็น 3 เส้า โดยอาจเลือกให้มีความสูงประมาณ 1 เมตรขึ้นไป ไม่เกิน 3 เมตร
  5. รดน้ำตามปกติ

4.พริก

พริก เป็นส่วนประกอบหลักในการปรุงแต่งรสชาติอาหารของคนไทย ด้วยรสชาติที่เผ็ดร้อน จึงมีสรรพคุณที่ช่วยในเรื่องของการขับเหงื่อในร่างกาย ขจัดสารพิษ ช่วยในเรื่องของการเจริญอาหาร ขับลม ขับปัสสาวะ แก้ไข้หวัด และแก้ไอได้ดี  สำหรับคนที่เป็นโรคกระเพาะไม่ควรทานพริกหรืออาหารที่เผ็ดมากเกินไปเพราะอาจทำให้เกิดการระคายต่อเนื้อเยื้อได้

วิธีการปลูกพริก

  1. นำเมล็ดไปห่อในถุงผ้าและแช่ในน้ำไว้ 1 คืน (ควรผสมน้ำยาป้องกันราด้วย)
  2. นำเมล็ดไปล้างน้ำแบบผ่านๆ จากนั้นเก็บไว้ในที่ร่มและชื้นอีก 2-3 วัน รอจนกว่าเมล็ดจะงอก
  3. ย้ายเมล็ดลงไปใส่ถุงเพราะชำ โดยใช้ดินที่มีส่วนผสม คือ ดิน : ปุ๋ยคอกเก่า : ขี้เถ้าแกลบ ในอัตราส่วน 2:1:1
  4. รดน้ำอย่างสม่ำเสมอ จนต้นกล้าขึ้นใบจริง 3-4 ใบ แล้วค่อยย้ายลงกระถาง โดยที่ควรมีต้นพริก 1-2 ต้น ต่อกระถางเท่านั้น
  5. ใส่ปุ๋ยบำรุงสูตร 15-15-15
สมุนไพรที่ควรมีติดบ้าน

พริกสมุนไพรที่ควรมีติดบ้าน

5.สะระแหน่

สะระแหน่ เป็นพืชที่ชอบดินร่วนระบายน้ำได้ดี และไม่ชอบแดดที่จัดจนเกินไป นอกจากนี้ยังเป็นพืชที่นิยมมาใช้เป็นส่วนประกอบในการทำอาหารเพื่อให้มีรสชาติที่จัดจ้าน และปรุงให้กลิ่นหอมน่ารับประทานมากขึ้น ทั้งยังสามารถสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหยได้ด้วย

วิธีการปลูกสะระแน่

  1. เตรียมดินสำหรับปลูก โดยใช้ดิน : ทราย : ปุ๋ยคอก ในอัตราส่วน 2:1:1
  2. เลือกกิ่งสะระแหน่ที่ไม่แก่หรืออ่อนเกินไป นำไปจิ้มในกระถางให้กิ่งเอนทาบกับดิน
  3. นำไปปลูกในกระถางแบบปากกว้างแต่ก้นไม่ต้องลึก
  4. โรยแกลบทับแล้วกลบดินเพื่อรักษาความชุ่ม
  5. รดน้ำให้ชุ่ม ทิ้งไว้ในที่ร่ม
  6. เมื่อใบเริ่มแตกยอดให้นำไปวางไว้ที่แดดรำไร

6.ขิง

ขิง เป็นพืชที่มีลำต้นใต้ดินให้รสเผ็ดและกลิ่นที่หอม อุดมไปด้วยสารอาหารที่สำคัญหลายชนิด เช่น ธาตุเหล็ก คาร์โบไฮเดรต แคลเซียม ฟอสฟอรัส โปรตีน วิตามินเอ เบต้าแคโรทีน วิตามินบี 1 บี 2 บี 3 วิตามินซี และมีเส้นใยจำนวนมาก ทำให้หลายๆ เมนูอาหารของไทยมีขิงเป็นส่วนประกอบ เพราะนอกจากจะช่วยเสริมรสชาติของอาหารแล้วยังมีสรรพคุณทางยาที่ช่วยในการขับลม แก้ท้องอืด จุกเสียด แน่นเฟ้อ บรรเทาอาการคลื่นไส้ได้

วิธีการปลูกขิง

  1. ใช้เหง้าแก่ของขิง มีตาพร้อมแตกหน่อ หั่นเป็นยาว 2 นิ้ว ซึ่งมีตาประมาณ 2 – 3 ตา
  2. เตรียมกระถางที่ผสมดินไว้ โดยใช้ดินเหนียว : ทราย : ปุ๋ยคอก ในอัตราส่วน 2:1:1
  3. นำเหง้าขิงฝังลงในดินลึก 4 – 5 ซม.
  4. จากนั้นรดน้ำให้ชุ่มตั้งทิ้งไว้ในร่มรำไร
  5. ใส่ปุ๋ย 15-15-15
สมุนไพรที่ควรมีติดบ้าน

ขิงสมุนไพรที่ควรมีติดบ้าน

7.ข่า

ข่า เป็นสมุนไพรที่อยู่ในตระกูลเดียวกับขิงสรรพคุณทางยามากมาย เช่น รากจะช่วยแก้อาการเหน็บชา แก้เสมหะและโลหิต และช่วยขับเลือดลมให้เดินสะดวก หน่อ ช่วยในการบำรุงธาตุไฟ และแก้ลมแน่นหน้าอก เหง้า ช่วยแก้อาการปวดท้อง หรือจุกเสียดแน่น ช่วยขับลมให้กระจาย และแก้โรคกลากเกลื้อน เป็นต้น

วิธีการปลูกข่า

  1. เลือกเหง้าข่าที่หัวแก่ๆ มีตาพร้อมแตกหน่อ
  2. ใส่ในกระถางขนาดกว้าง 12 นิ้วขึ้นไป โดยใช้กาบมะพร้าวรองก้นกระถาง แล้วใส่ดินลงไป
  3. จากนั้นนำข่าใส่ในกระถาง
  4. ใช้ดินกลบอีกครั้ง
  5. รดน้ำทุกเช้า-เย็น

8.ถั่วพู

ถั่วพู เป็นพืชที่สามารถกินได้ทุกส่วน ทั้งยอดอ่อน ฝักอ่อน ใบอ่อน รวมถึงดอก หลายคนมักจะใช้กินแกล้มน้ำพริก บ้างก็นำไปทำยำ หรือแกงจืด ในถั่วพูอุดมไปด้วยโปรตีนสูง มีคาร์โบไฮเดรต กากใยอาหาร ไขมัน แคลเซียม ธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส ซึ่งเหมาะเป็นยาบำรุงกำลัง แก้อาการอ่อนเพลียเหนื่อยง่ายได้ดี แถมยังลดอาการตัวร้อนเป็นไข้ได้ด้วย

วิธีการปลูกถั่วพู

  1. เตรียมกระถางโดยใช้ปุ๋ยคอกและกาบมะพร้าวรองก้นกระถาง
  2. นำเมล็ดถั่วพูมาหยอดในกระถาง 2-3 เมล็ด แล้วใช้ดินกลบ
  3. รดน้ำให้ชุ่มทุกวัน
  4. รอจนถั่วพูโตแล้วค่อยเลือกต้นถั่วพูไว้ 2 ต้น ต่อหลุม
  5. พอมีอายุได้ 15 วัน ให้หาไม้มาค้างไว้ เพื่อให้ถั่วพูได้เลื้อย
สมุนไพรที่ควรมีติดบ้าน

ถั่วพูสมุนไพรที่ควรมีติดบ้าน

9.ยี่หร่า

ยี่หร่าเป็นพืชที่มีกลิ่นหอมสามารถใช้ในการดับกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์ได้เป็นอย่างดี หลายๆ ประเภทจึงนำมาใช้ในการประกอบอาหาร หากนำยี่หร่ามาป่นเพื่อใช้ในการหมักเนื้อก็จะเป็นวิธีในการถนอมอาหารได้ดี เนื่องจากน้ำมันในยี่หร่ามีฤทธิ์ที่สามารถฆ่าจุลินทรีย์ได้ดี นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วยวิตามินและแคลเซียมจึงช่วยในเรื่องการขับลม บำรุงธาตุ ช่วยให้เจริญอาหาร แก้อาการปวดท้อง ท้องอืดได้อีกด้วย

วิธีการปลูกยี่หร่า

  1. เตรียมดินผสมกับปุ๋ยคอกลงในกระถางสำหรับปลูกต้นยี่หร่า
  2. หยอดเมล็ดลงไปในหลุมที่มีความลึกประมาณ 1.5 ซม. แล้วใช้ดินกลบ
  3. จากนั้นรดน้ำทุกวัน

10.กัญชา (ไม่สามารถมีไว้คอบครองที่บ้าน)

กัญชามีประโยชน์ทางการแพทย์มากมาย สามารถช่วยลดอาการปวด รักษาโรคลมชักได้ ลดอาการคลื่นไล้ อาเจียน รักษาโรคปลอกประสาทตาเสื่อม และช่วยให้ผ่อนคลาย อย่างไรก็ตาม กัญชา จัดว่าเป็นพืชที่มีการควบคุมและมีการใช้อย่างระมัดระวัง เนื่องจากกัญชาถือเป็นสารเสพติดที่ออกฤทธิ์กระตุ้นประสาท กดประสาท และหลอนประสาทในกรณีที่ใช้เกินกำหนดและไม่ถูกวิธี ในปัจจุบันถึงแม้ว่ารัฐบาลจะอนุญาตให้ปลูกกัญชาได้ แต่ผู้ปลูกจะต้องทำการขออนุญาตเพื่อผลิต นำเข้า และส่งออกเฉพาะ 8 กลุ่มนี้ เท่านั้น ได้แก่

  1. หน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ศึกษาวิจัยหรือการเรียนการสอนวิชาด้านการแพทย์, เกษตรศาสตร์
  2. หน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ป้องกัน ปราบปรามและแก้ปัญหายาเสพติดหรือสภากาชาดไทย
  3. ผู้ประกอบวิชาชีพเครือข่ายแพทย์ไทย และหมอพื้นบ้านตามเงื่อนไขที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด
  4. สถาบันอุดมศึกษาที่ศึกษาและวิจัย และเรียนด้านการแพทย์
  5. ผู้ประกอบอาชีพเกษตรที่รวมตัวเป็นวิสาหกิจชุมชนซึ่งจดทะเบียนตามกฎหมาย
  6. ผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะระหว่างประเทศ
  7. ผู้ป่วยที่เดินทางระหว่างประเทศที่มีความจำเป็นต้องใช้ยาเสพติดและพกติดตัว
  8. ผู้ขออนุญาตที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเห็นชอบ ทั้งนี้ผู้ที่ได้รับอนุญาตสามารถส่งต่อให้ทายาทหรือผู้ที่ได้รับความยินยอมได้ กรณีที่ผู้ได้รับอนุญาตเสียชีวิตก่อนใบอนุญาตสิ้นอายุ

สำหรับบุคคลทั่วไป บุคคลทั่วไปที่สามารถปลูกกัญชาได้จำเป็นต้องเป็น เกษตรกรที่รวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชน หรือสหกรณ์การเกษตรซึ่งจดทะเบียนตามกฎหมายและร่วมกันดำเนินการกับหน่วยงานรัฐ หรือสถาบันอุดมศึกษา เท่านั้น มิเช่นนั้นใครมีไว้ครอบครองเพื่อจำหน่ายไม่ถึง 10 กิโลกรัม จะมีโทษจำคุก 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท และในกรณีที่มีไว้ครอบครองเกิน 10 กิโลกรัม ให้ถือว่ามีไว้เพื่อจำหน่าย ต้องโทษจำคุก 1-15 ปี ปรับ 100,000-1,000,000 บาท

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

นมเฮมพ์ นมธัญพืช ประโยชน์เน้น ๆ จากพืชผัก ที่คนแพ้นมวัวต้องลอง

5 วิธีไล่ศัตรูพืช หนอนกินผัก แมลงกินใบ ป้องกันได้ 100% ปลอดภัยไม่มีสารเคมี

11 สมุนไพรกระตุ้นน้ำนม แม่หลังคลอดน้ำนมพุ่ง น้ำนมเต่งเต็มเต้า

img
บทความโดย

Khunsiri